ไวรัลวันนี้ มาจากไทยแลนด์
—————
ชายไทยผู้ไร้สถานะ
โจโจ้ล้วงคองูเห่า (3 รอบ)
จาก “หาคน” สู่ “ล่าพระ”
สิงโตตุ้งแช่ปิดเกม
วอนขอมีบัตรประชาชน
—————
ชายไทยผู้ไร้สถานะ
:
1- โจโจ้ อดิศักดิ์” ชายไทยวัย 33 ปี เป็นบุคคลที่ไม่มีทะเบียนราษฎร และไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะครอบครัวไม่ได้แจ้งเกิดให้เขา
2- โจโจ้เล่าว่าตอนอายุ 11 ปี เขาติดกาวและน้อยใจที่แม่มีสามีใหม่ จึงหนีออกจากบ้านมาใช้ชีวิตพเนจร และเติบโตมาในมุมมืด อยากสมัครงานก็ทำไม่ได้เพราะไม่มีบัตรประชาชน จึงเข้าแก๊งยาเสพติด ลักเล็กขโมยน้อย และย่องเบาเข้าไปลักทรัพย์ตามบ้านเรือน
—————
โจโจ้ล้วงคองูเห่า (3 รอบ)
:
3- ความซวยมาเยือน เพราะในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 โจโจ้งัดแงะเข้าไปขโมยของในบ้านหลังหนึ่งย่านประชาชื่น โดยไม่รู้ว่าเจ้าของบ้านเป็นนายตำรวจระดับ “ผู้กำกับ” สังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)
4- ผู้กำกับกลับมาถึงบ้านพบว่าทรัพย์สินหายไปหลายอย่าง เช่น พระบูชา พระเครื่องจำนวนมาก เลยไปแจ้งความ แต่ยังแจ้งความไม่ทันเสร็จ วันถัดมาก็โดนโจโจ้กลับมาย่องเบารอบสอง รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกขโมยไป 2 ครั้งราว 2 ล้านบาท
5- ผู้กำกับเชื่อว่าคนร้ายย่ามใจแล้วจะต้องกลับมาอีกเป็นรอบที่ 3 แน่ ๆ จึงวางแผนจับคนร้ายด้วยตัวเอง
6- ตัดภาพไปที่โจโจ้ ตอนนี้เขาเอาทรัพย์สินที่ขโมยมาจากบ้านผู้กำกับไปขายเล่นพนันและเล่นยาหมดแล้ว ไม่ทิ้งช่วงนาน วันที่ 7 กุมภาพันธ์ โจโจ้ย้อนกลับไปที่บ้านหลังนี้อีกครั้ง
7- ผู้กำกับดักรออยู่แล้ว แต่โจโจ้ไหวตัวทัน รู้ว่ามีคนอยู่ในบ้านเลยเผ่นหนีหายไปในชุมชนบ่อฝรั่ง ผู้กำกับเปิดกล้องวงจรปิดดูเห็นระหว่างหลบหนีโจโจ้หันมายิ้มท้าทายให้กล้องเหมือนเย้ยเจ้าของบ้าน
8- ตำรวจปูพรมล่าในชุมชนบ่อฝรั่ง แต่โจโจ้ไหวตัวทันอีก หอบผ้าวิ่งหนีออกจากชุมชนไปกบดานที่อื่น หนีการจับกุมไปได้แบบฉิวเฉียด
—————
จาก “หาคน” สู่ “ล่าพระ”
:
9- ตำรวจสืบพบว่าโจโจ้อยู่ในสถานะไร้ตัวตน และอยู่ในแก๊งหัวจ่ายยาเสพติด จึงเปลี่ยนวิธีแกะรอยจาก “หาคน” เป็น “หาของกลาง”
10- ใช้เวลาเกือบสัปดาห์ก็พบพระเครื่องที่โจโจ้เอาไปปล่อยขาย ทำให้ได้ทราบเป็นครั้งแรกว่าเขาชื่อโจโจ้ และมักจะเอาพระที่ขโมยมาได้ไปขายตามวัดย่านบางบัวทอง
11- ตำรวจเลยลงพื้นที่สืบย่านบางบัวทอง จนได้พบกับโจโจ้ที่วัดแห่งหนึ่งจริง ๆ แต่โจโจ้ระวังตัวตลอดเวลา พอสบตาปุ๊บมันรู้ทันทีว่านี่ทรงสืบจึงใส่ตีนหมาโกยอ้าว ทำให้คลาดการจับกุมไปได้มากกว่า 3 ครั้ง
—————
สิงโตตุ้งแช่ปิดเกม
:
12- ต่อมาตำรวจสืบทราบว่าวันที่ 18 กุมภาพันธ์นี้ โจโจ้นัดชาวแก๊งไปมั่วสุมเสพยากันที่วัดคลองตาคล้าย ต.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ซึ่งกำลังมีงานประจำปี
13- เมื่อเข้าถึงตัวโจโจ้ไม่ได้เพราะมันไหวตัวเก่ง จึงต้องวางแผนว่า 1. ทำยังไงไม่ให้โจโจ้เห็นหน้าสายสืบ 2. ทำยังไงให้เข้าถึงตัวได้โดยที่เป้าหมายไม่รู้ตัว
และคำตอบก็คือ “คณะเชิดสิงโต”
14- สายสืบลงทุนเช่าชุดมาครบเซ็ต ทั้งหัวสิงโต หางสิงโต แป๊ะยิ้ม และอาหมวย มีการซักซ้อมให้ดูน่าเชื่อถือ (แม้ว่าพอถึงเวลาปฏิบัติการจริง แป๊ะยิ้มกับอาหมวยจะดันสลับหัวกันก็ตาม)
15- พอตกค่ำคณะสิงโตก็เดินตุ้งแช่ ๆ ไปรอบวัด เจตนาที่แท้จริงคือสแกนหน้าคนในวัดไปเรื่อย ๆ เพื่อควานหาโจโจ้ แล้วในที่สุดก็เจอตัว!
16- เหล่าสายสืบทำเนียนเชิดสิงโตเข้าไปใกล้ ๆ คราวนี้โจโจ้ไม่เอะใจแม้แต่น้อย กว่าจะรู้ตัวก็โดนตำรวจล้อมประชิด รวบตัวลงไปนอนจูบพื้นเรียบร้อยแล้ว
มีคลิปในคอมเมนต์
—————
วอนขอมีบัตรประชาชน
:
17- พบว่าโจโจ้เคยต้องโทษคดียาเสพติดและลักทรัพย์รวม 9 คดี โจโจ้รับสารภาพทุกข้อหาและบอกตำรวจว่า หลังพ้นโทษแล้วขอความเมตตาให้ช่วยพาไปทำบัตรประชาชนหน่อย จะได้มีชื่อในทะเบียนราษฎรและสมัครงานได้ พร้อมสัญญาว่าจะไม่ก่อเหตุอีก
18- สื่อต่างชาติหลายสำนักพากันลงข่าวนี้ ทั้งอังกฤษ อเมริกา แคนาดา จีน อินเดีย สิงคโปร์ ฯลฯ แอดเองก็เห็นข่าวนี้ครั้งแรกจาก The Guardian ของอังกฤษที่พาดหัวว่า “ตำรวจไทยวางแผนสุดแหวกแนว ปลอมตัวเป็นคณะเชิดสิงโตจับโจร”
—————
ขอบคุณข้อมูลจาก: เพจจ๋อแจ๊ะจับโจร, ไทยรัฐ, เดลินิวส์, Thai PBS, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ