วันที่ 17 พ.ย. 68 ทรอย แพร์รอตต์ ชายผู้แทบถูกลืมของไอร์แลนด์ ที่ประกาศว่า “กลับมาแล้ว” ผ่านฟอร์มสุดอ็อต ทำแฮตทริกพลิกชนะฮังการี 3-2 ในฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก กลุ่ม เอฟ วันที่ 16 พ.ย. พาทีมคว้าสิทธิ์เพลย์ออฟได้สำเร็จ



โลกฟุตบอลยุคปัจจุบัน นักเตะดาวรุ่งมักถูกยกขึ้นสู่สถานะ “ความหวังชาติ” อย่างรวดเร็ว และก็ถูกมองข้ามอย่างไม่ไยดีได้รวดเร็วพอ ๆ กัน หากฟอร์มไม่ปังตามที่คาดหวัง ทรอย แพร์รอตต์ คือหนึ่งในนั้น


ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน แพร์รอตต์ถูกมองว่าอาจเป็น “ร็อบบี้ คีน คนต่อไป” ของไอร์แลนด์ ด้วยพรสวรรค์ในวัยรุ่นและการถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของท็อตแนม ฮอตสเปอร์ เขาเคยมีช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ได้ยืนเคียงข้าง แฮร์รี เคน ในแนวรุก สิ่งนั้นเหมือนเป็นสัญญาณว่าอนาคตของเขาจะสดใสและเต็มไปด้วยโอกาส



แต่เส้นทางฟุตบอลไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบสำหรับทุกคน แพร์รอตต์ต้องเผชิญกับการถูกปล่อยยืมไปเล่นให้หลายทีมในลีกรองของอังกฤษ ที่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไรนัก ฟอร์มไม่เปรี้ยง บทบาทไม่ชัดเจน บวกกับอาการบาดเจ็บที่ตามหลอกหลอนซ้ำ ๆ ทำให้ความมั่นใจและโมเมนตัมของเขาชะงักอยู่เรื่อย ๆ


ในสายตาแฟนบอลจำนวนมาก ชื่อของทรอย แพร์รอตต์เริ่มเลือนหายไปจากภาพจำของ “กองหน้าดาวรุ่งไอร์แลนด์” ที่ถูกพูดถึงความคาดหวังทั้งหมดเหมือนไปกองอยู่บนบ่าของ เอวาน เฟอร์กูสัน แทน ขณะที่ อดัม อิดะ ก็โผล่มาเป็นตัวเลือกอีกคน ทำให้แพร์รอตต์กลายเป็นเหมือนตัวละครรองในกลุ่มกองหน้ารุ่นใหม่ของประเทศตัวเอง ทั้งที่ความจริงแล้ว เขายังอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น



เมื่อสเปอร์สมองข้าม เขาเลือกเดินออกจาก Comfort zone


จุดเปลี่ยนสำคัญของแพร์รอตต์ เกิดขึ้นหลังจากเขาแทบไม่เหลือที่ว่างในแผนการทำทีมของสเปอร์ส เพราะถูกมองว่าไม่ตอบโจทย์อนาคตของสโมสรอีกต่อไป สิ่งที่นักเตะจำนวนไม่น้อยอาจทำคือ “ลดสเกลความฝันตัวเอง” ลงไปเล่นลีกล่างในอังกฤษแบบเรื่อย ๆ เพื่อหาค่าจ้างและโอกาสลงสนาม แต่แพร์รอตต์เลือกเส้นทางที่ยากและเสี่ยงกว่า



เขาย้ายไปเล่นที่เนเธอร์แลนด์ เปลี่ยนสภาพแวดล้อม ระบบการเล่น และวิธีคิดในสนามฟุตบอลใหม่แทบทั้งหมด ถึงแม้ด้านภาษาและวัฒนธรรมจะไม่ได้ห่างจากโลกฟุตบอลอังกฤษมากนัก แต่การออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับนักเตะวัยยี่สิบต้น ๆ


แต่การตัดสินใจครั้งนั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการ “ชุบชีวิต” เส้นทางอาชีพของเขาอย่างแท้จริง แพร์รอตต์ได้ทั้งจังหวะเกมใหม่ ความมั่นใจใหม่ และบทบาทที่ชัดเจนมากขึ้นในสนาม เขาเริ่มกลับมาพัฒนาในฐานะกองหน้าที่ไม่ใช่แค่ “พรสวรรค์ดิบ” อีกต่อไป แต่เป็นนักเตะที่ผ่านทั้งแรงคาดหวัง การถูกมองข้าม และการพิสูจน์ตัวเองมาแล้ว



ความกดดันที่คนภายนอกไม่เห็น และน้ำตาของแม่


เบื้องหลังความสำเร็จในสนาม มักเต็มไปด้วยเรื่องราวที่คนดูไม่เคยรู้ หนึ่งในนั้นคือความรู้สึกของคนเป็นครอบครัว


แม่ของเขา เจนนิเฟอร์ เคยให้สัมภาษณ์หลังจากลูกชายยิงสองประตูใส่โปรตุเกสว่า สิ่งที่เธอภาวนาตลอดเกมไม่ใช่เรื่องประตูหรือการเป็นฮีโร่ แต่คือ “ขออย่าให้เขาเจ็บอีกเลย” ประตูที่ทำได้กลายเป็นเพียงโบนัสในสายตาของแม่คนหนึ่ง ที่คุ้นชินกับข้อความสั้น ๆ จากลูกว่า “ผมเจ็บอีกแล้วแม่”


คำพูดสั้น ๆ นี้สะท้อนให้เห็นว่า ชีวิตนักฟุตบอลไม่ได้มีแค่ภาพสวยงามของการยิงประตู การดีใจ หรือการถูกยกย่องในสื่อ แต่เต็มไปด้วยช่วงเวลาท้อแท้ เจ็บซ้ำ ๆ และความไม่แน่นอนของอนาคต ที่ครอบครัวต้องร่วมรับรู้และแบกรับไปด้วยกัน


หาก เอวาน เฟอร์กูสัน ฟิตสมบูรณ์พร้อมลงสนามในเกมกับโปรตุเกสและฮังการี เป็นไปได้สูงว่า ทรอย แพร์รอตต์คงต้องนั่งอยู่บนม้านั่งสำรองต่อไป แต่โชคชะตาในฟุตบอลมักเล่นตลกกับเราเสมอ


เฟอร์กูสันเจ็บ ขณะที่แพร์รอตต์เพิ่งหายเจ็บกลับมา ผลคือประตูแห่งโอกาสถูกเปิดออกตรงหน้าเขา และเขาไม่ลังเลแม้แต่นาทีเดียวที่จะเดินเข้าไปคว้ามัน


เขาตอบแทนความไว้วางใจด้วยการยิง 5 ประตูในสองนัด กับโปรตุเกสและฮังการี โดยเฉพาะประตูที่ห้า ที่แฟนบอลไอร์แลนด์จะไม่มีวันลืม


เมื่อเสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้นที่บูดาเปสต์ แพร์รอตต์ไม่ได้แค่ทำหน้าที่กองหน้าที่ยิงประตู แต่เขาปลดล็อกบางอย่างในใจตัวเองด้วย


หลังจบเกม เขายืนให้สัมภาษณ์กับ RTÉ พร้อมน้ำตาที่กลั้นไม่อยู่ เขาขอโทษที่ร้องไห้ ก่อนจะบอกว่า “มันคือน้ำตาแห่งความสุข ครอบครัวผมอยู่ที่นี่ นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผมร้องไห้ ผมรักบ้านเกิดของผมมาก สิ่งนี้มีความหมายกับผมเหลือเกิน”


“ผมยังแทบไม่เชื่อตัวเอง ทุกคนร้องไห้กันหมด ผมบอกหลังเกมกับโปรตุเกสว่านี่คือสิ่งที่ความฝันถูกสร้างจากมัน แต่คืนนี้… ผมไม่คิดว่าจะมีคืนไหนในชีวิตที่ดีกว่านี้อีก มันเหมือนเทพนิยาย คุณแทบจะจินตนาการอะไรแบบนี้ไม่ออกด้วยซ้ำ”


คำพูดของเขาไม่ใช่แค่คำสัมภาษณ์หลังเกม แต่มันคือบทสรุปของเรื่องราวที่ผ่านมา เขาต่อสู้กับอาการเจ็บ ความคาดหวังที่ถูกถอดออก ความเชื่อมั่นที่เคยสั่นคลอน และการถูกมองว่า “หมดแล้ว” ตั้งแต่อายุยังน้อย.


ทรอย แพร์รอตต์: ชายผู้แทบถูกลืมของไอร์แลนด์ ก่อนกลายเป็นฮีโร่พาทีมพลิกชนะ ฮังการี